ตกงานทำอย่างไรดี


"ตกงาน" ไม่มีใครอยากตกงาน แต่ในภาวะการณ์ปัจจุบัน การตกงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับผู้จบการศึกษาใหม่ ๆ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นระดับ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี หรือแม้แต่จบ ม.3 หรือม.6 ก็ตาม ความรู้สึกของคนตกงาน เป็นความรู้สึกของคนที่ผิดหวัง หมดอาลัยในชีวิตและเห็นว่าตนเองไร้คุณค่า ประจวบกับปัญหาต่างๆ ที่ประเดประดังเข้ามา เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องที่เริ่มบ่นว่า ทำไมยังหางานทำไม่ได้สักทีได้แต่แบมือขอเงิน บางคนที่เช่าหอพักอยู่ ก็เริ่มมีปัญหาติดค้างค่าเช่า ค่าอาหาร ในอาทิตย์หน้าก็ยังไม่ทราบว่าจะไปหาได้ที่ไหน ค่าแสตมป์ส่งจดหมายสมัครงาน ค่าถ่ายรูป ค่าถ่ายเอกสารก็ยังหาไม่ได้ ยิ่งคนที่หางานมานานแต่ยังไม่ได้ ยิ่งมีปัญหาว้าวุ่นสับสน และท้อถอยมากยิ่งขึ้น ท่านผู้ที่กำลังหางาน เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้คงจะยอมรับว่าสิ่งที่กล่าวมาแต่ต้นนั้นเป็นความจริง 

หยุด!! หยุดความรู้สึกต่างๆที่คุณมีและมาเริ่มต้นใหม่ดังนี้ 

1. ทำใจให้สนุก อาจจะทำยากแต่คุณต้องทำ คุณจะต้องพยายามคิดว่า เออ สนุกดีนะ วันนี้ได้หัดเขียนจดหมายอีกแนวหนึ่งไปสมัครงาน ได้ไปพบเพื่อนเพื่อรับการสัมภาษณ์กับบริษัทแห่งนั้น หรือหากไม่มีการสมัครงานใดๆเลย ก็ควรจะแต่งกลอนประชดตัวเองให้สนุกๆ (แต่อย่าแต่งกลอนประเภททำให้ตัวเองชอกช้ำหนักไปกว่าเดิมอีก ) เมื่อพบเพื่อนฝูงก็พยายามพูดคุยในเรื่องที่สนุกๆ หรือมิฉะนั้นก็นั่งดูรายการสนุกๆ ตลกๆ ทางโทรทัศน์ 

2. ทำตัวให้ง่วนอยู่เสมอ หาอะไรทำได้ก็ทำเข้าไป เช่น ขุดดิน ปลูกต้นไม้ ทาสีรั้วบ้าน ลอกท้องร่อง ช่วยเพื่อนทำงานต่างๆ ช่วยอาจารย์ทำรายงาน หรืออาจจะทำงานอดิเรกต่างๆ

3. ออกไปพบปะผู้คนบ้าง หาโอกาสที่จะพบปะเพื่อนๆ หรือคนรู้จักกัน เพื่อถามไถ่เรื่องงานหรือพูดคุยเรื่องต่างๆต้องดูว่าคนที่เราไปพบพอจะมีเวลาคุยกับเรามากน้อยแค่ไหนระวังไว้อย่างคือ อย่าไปเป็นภาระกับเขา เพราะคนบางคนเมื่อไปพบเพื่อนฝูงแล้ว เพื่อนฝูงรำคาญ เพราะไม่เป็นอันทำงานเนื่องจากต้องคอยมาตอบคำถาม หรือคอยดูแลแขกที่ไปเยี่ยม 

4. ติดตามข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะเป็นประโยชน์ในด้านการสมัครงานขณะไปรับการ สัมภาษณ์ หรืออาจจะนำข่าวสารต่างๆไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ช่วงน้ำท่วม ฝนตก การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงหรือหาทางป้องกัน

5. ติดตามข่าวการรับสมัครงาน ควรจะแวะไปที่กระทรวง แรงงานฯ เพื่อหาตำแหน่งงาน ว่าง หรือแม้แต่บอร์ดติดประกาศของสถาบันการศึกษาที่จบออกมา เพราะอาจจะมีหน่วยงานต่างๆ ส่งประกาศรับสมัครงานไปติดไว้ก็ได้ หรืออาจจะแวะไปถามไถ่อาจารย์ที่สอนอยู่ เพราะอาจจะมีผู้แจ้งความประสงค์ต้องการคนผ่านไปที่อาจารย์ ก็ได้ ขณะเดียวกันก็ควรจะหางานตามหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย

6. ส่งจดหมายสมัครงาน ควรจะเลือกสมัครงานในตำแหน่งที่คิดว่า เรามีคุณสมบัติใกล้เคียงกับที่เขาต้องการเมื่อส่งไปแล้วควรจะต้องคอยติดตามข่าว ไม่ใช่ว่าส่งจดหมายสมัครงาน จากนั้นก็หายไปอยู่ต่างจังหวัดเสียนานซึ่งอาจจะทำให้พลาดโอกาสที่จะได้งาน

7. ต้องประหยัด การใช้จ่ายเงินต่างๆแม้จะเป็นเพียงหนึ่งสลึงก็ต้องคิดให้ดี ทุกสตางค์ที่จ่ายออกไป ควรจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รายจ่ายบางอย่างที่ยังไม่จำเป็นก็ควรจะงด เช่น เคยซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อนก็อาจจะส่งเป็นการ์ดอวยพรแทน เป็นต้น

8. ต้องมีกำลังใจกล้าแข็ง มีความมุมานะบากบั่นที่จะต่อสู้กับปัญหาต่างๆในแต่ละวัน อย่าท้อถอยหมดกำลังใจ ต้องบอกตัวเองว่า วันหนึ่งเราจะต้องพบกับความสำเร็จ เพราะชีวิตคนเราเมื่อตกถึงจุดต่ำสุดมันควรจะต้องมีจุดที่ขึ้นสูงได้บ้าง ทุกอย่างจะต้องมีจุดหักเหกลับ คนที่รุ่งเรืองสูงสุดก็ย่อมจะต้องมีจุดตกอับเหมือนกัน คนที่ตกอับก็ย่อมจะมีวันรุ่งเรืองได้ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะจีรังยั่งยืน ก็เหมือนกับชีวิตคนเราที่คงจะไม่ตกอับตลอดชาติ วันหนึ่งมันจะต้องเป็นวันของเรา อย่าหมดหวังในชีวิต จะต้องสร้างพลังใจ พลังแห่งความคิด และพลังแห่งความหวังในทางที่เป็นไปได้ หากขาดพลังใจ พลังคิด และพลังความหวังแล้วเราจะมีชีวิตต่อสู้กับสภาวะทางสังคมอย่างไร

9. เมื่อไปสมัครงาน อย่าตั้งความหวังเสียจนสูงส่ง อย่าคิดว่าต้องได้งานแน่ๆ แต่จงตั้งความคิดว่า ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่าไปกังวลวิตกว่าจะไม่ได้งาน

10. มองหาลู่ทางอื่น หากสมัครงานไว้หลายแห่งแต่ยังไม่มีวี่แววใดๆ อาจจะมองหาช่องทางอื่นในการดำรงชีพ เช่น อาจจะหาทางประกอบอาชีพอิสระของตนเอง เป็นต้นว่าการไปรับสินค้ามาขาย การทำสิ่งประดิษฐ์ขายเอง การไปติดต่อรับจ้างติดโปสเตอร์หาเสียงให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองต่างๆ ครับ ทั้งหมดนั้นเป็นข้อแนะนำ 10 ประการ ที่ขอมอบแก่ผู้ที่กำลังหางานอยู่ บางข้ออาจจะทำยาก แต่ควรจะต้องพยายาม

โปรดระลึกว่า การต่อสู้ของชีวิตคือการเริ่มต้นก้าวไปสู่ความสำเร็จ การจะขึ้นบันไดขั้นสูงนั้น จะต้องเริ่มที่บันไดขั้นต่ำก่อนเสมอ ถ้าไม่มีบันไดขั้นต่ำ จะก้าวสู้บันไดขั้นสูงได้อย่างไร ว่าวจะขึ้นสูงได้ ก็เพราะมีแรงลมต้าน ถ้าไม่มีลมต้าน ว่าวจะขึ้นสูงได้อย่างไร
ที่มา : รวบรวมจากหนังสือ เทคนิคการหางานทำ เขียนโดย สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ : สำนักพิมพ์มติชน


เทคนิคการตอบคำถามในการสัมภาษณ์งาน



 

  ทำไมคุณคิดว่าคุณจะรู้สึกพอใจ เมื่อได้ทำงานในตำแหน่งนี้
ควรตอบว่าเป็นงานที่มีความก้าวหน้า เป็นงานที่ทำได้ทำในสิ่งที่เรียนมา เป็นงานที่ชอบมานาน กิจการดีมีความมั่นคง ได้ยินว่ากิจการมีชื่อเสียงที่สุดด้านนี้หรืออยากทำงานในกิจการเล็ก ๆ ที่อบอุ่น มีโอกาสเรียนรู้งานได้มาก

เคยมีประสบการณ์งานด้านนี้หรือไม่
มีหรือไม่มีประสบการณ์ก็ให้ตอบตามความเป็นจริง หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็จะเป็นประโยชน์กับตัวผู้สมัครงานเอง หากไม่
มีก็ควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงานมา หรือเคยทำงานแบบนี้กรณีไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตรง ๆ และพร้อมที่จะเรียนรู้เพราะมีใจชอบงานลักษณะนี้


  ใช้คอมพิวเตอร์ หรือพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้หรือไม่
ทำได้หรือไม่ควรตอบไปตามความจริง หากไม่ได้ควรตอบว่ากำลังจะไปเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะรู้ว่าจำเป็นและมีประโยชน์ในการทำงานมาก


  ทำไมจึงออกจากงานเดิมที่ทำอยู่ หรือทำไมจึงคิดเปลี่ยนงาน 
ไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม แม้จะทราบว่าที่ทำงานเดิมเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่ทำงานใหม่ที่กำลังสมัครงาน เพราะจะถูกมองในแง่ลบ ควรตอบว่าไม่ชอบบรรยากาศหรือวิธีการทำงานแบบธุรกิจ หรืออะไรที่กว้าง ๆ และเน้นว่า คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือต้องทำงานที่ท้าทายกว่า


  สิ่งที่เรียนมาไม่ตรงกับงานที่ทำ และจะทำงานได้อย่างไร
ควรยอมรับความจริงว่าใช่ ไม่ตรงจริง ๆ แต่ผู้สมัครงานมีความสนใจในงานลักษณ์นี้มากกว่างานที่ตรงกับความรู้ที่เรียนมาจริง ๆ

  อยากจะถามอะไรเกี่ยวกับบริษัทบ้างไหม ไม่ควรตอบว่าไม่มี 
แต่ควรถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ หรือถามเกี่ยวกับบริษัท ให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความสนใจในกิจการของบริษัท หรือถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท เพื่อให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความต้องการ มีจุดประสงค์ใดบ้างในอนาคต

  ต้องการเงินเดือนเท่าไร ไม่ควรตอบว่าไม่รู้ 
แต่ควรตอบว่าไม่ต่ำกว่าเท่าไร โดยสอบถามอัตราเงินเดือนของพนักงานระดับนี้ จากคนรู้จักหรือกิจการใกล้เคียงหรือเพื่อนฝูง ผู้สมัครงานควรต้องรู้ว่าตัวเองต้องได้เงินเดือนเท่าไรจึงจะสามารถดำรงชีพได้และมีเงินเหลือเก็บบ้าง หากไม่รู้จริง ๆ ว่าตนเองต้องการเงินเดือนเท่าไรจึงจะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควรขอให้ดูความสามารถก่อน จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ 





  กรณีไม่เข้าใจคำถาม ควรบอกผู้สัมภาษณ์ไปตรง ๆ ให้ถามคำถามใหม่อีกครั้ง และหลังจาการสัมภาษณ์แล้ว ควรมีการติดตามข่าวว่าได้งานหรือไม่แม่บริษัทจะบอกว่าจะติดต่อกลับมาเอง เพื่อแสดงความสนใจจริงที่ต้องการจะทำงานบริษัทนั้น ๆ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเพื่อนๆในการเตรียมตัวสัมภาษณ์ได้บ้างนะคะ 

คู่มือเปลี่ยนแปลงตัวเองรับปีใหม่


 การที่คุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างในตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คุณสามารถทำให้สำเร็จได้ เพียงแค่คุณเปลี่ยนวิธีการบางอย่าง ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วมาเริ่มต้นปีใหม่ ปี 2017 กันแล้วค่ะ
1. วางเป้าหมายให้เจาะจง และชัดเจน
          เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองในสิ่งที่ง่าย ๆ ที่คิดว่าตัวเองต้องทำให้ได้ก่อน เช่น คุณอยากลดน้ำหนัก เลิกสูบบุหรี่ หรืออยากหางานใหม่ คุณต้องเจาะจงเป้าหมายของคุณให้ชัดเจนไปเลยว่า คุณต้องลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลกรัม ใน 6 เดือน ซึ่งถ้าคุณจะลดน้ำหนักได้ คุณต้องหยุดกินพวก junk food เป็นเวลา 2 เดือน หรือคุณจะต้องไปออกกำลังกาย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือจะพยายามหางานใหม่ที่ใช่กว่าเดิมให้ได้ภายใน 2 เดือน การวางเป้าหมายที่เจาะจงชัดเจนไปเลยแบบนี้ จะทำให้คุณมีแรงที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายกว่า การที่คุณแค่พร่ำบอกอย่างเดียวว่า คุณจะลดน้ำหนัก คุณจะเลิกสูบบุหรี่ หรือคุณจะหางานใหม่ แต่ไม่ได้วางแผน หรือลงมือทำอะไรให้สำเร็จ
2. จัดการกับความคาดหวัง
          ถ้าคุณวางแผนไว้แล้ว ลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ตบะแตกซะก่อน ก็อย่าเพิ่งกดดันตัวเองมากเกินไป ถ้าการเปลี่ยนแปลงตัวเองทำได้ง่าย ๆ ทุกคนก็คงทำกันได้หมดแล้วสิ ถ้าคุณคาดหวังมาก จนเป็นการกดดันตัวเองไป ก็จะทำให้คุณท้อง่ายขึ้น คนที่อยากเลิกบุหรี่ส่วนใหญ่ ต้องพยายามกันหลายครั้ง ถึงจะเลิกบุหรี่ได้เด็ดขาด หรือการเปลี่ยนงานใหม่ ไม่ใช่ว่าจะสมัครกันได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้ก็ต้องพยายามต่อไป การเปลี่ยนแปลงตัวเองได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่จะต้องใช้ทั้งความพยายาม และความมุ่งมั่น
3. ติดตามความคืบหน้า
          แรงจูงใจที่สำคัญที่จะทำให้คุณยังคงเดินหน้าเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปคือ ผลลัพธ์ที่ได้ ถ้า 1 เดือนที่ผ่านไป คุณพยายามลดน้ำหนัก แล้วน้ำหนักลดไป 2 กิโลกรัมจากการที่คุณไปออกกำลังกายทุกสัปดาห์ และหยุดกินพวก junk food จะทำให้คุณมีแรงที่จะลดน้ำหนักต่อไป แต่ถ้าคุณเห็นผลลัพธ์ที่กลับกัน เช่น จะลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น หรือจะเลิกบุหรี่ แต่กลับสูบบุหรี่หนักกว่าเดิม แผนที่คุณวางไว้น่าจะยังใช้ไม่ได้ คุณต้องลองเปลี่ยนแผนใหม่ดูแล้วล่ะ แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มีอะไรที่มาวัดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงของคุณได้ ก็จะทำให้คุณไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สำเร็จ หรือจะเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไป เพราะฉะนั้น คุณควรติดตามความคืบหน้าของแผนการเปลี่ยนแปลงตัวเองของคุณ เพื่อเป็นแรงให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปให้สำเร็จ
4. อดทนกับเป้าหมายที่คุณวางไว้
          เมื่อคุณตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ว่าจะลดน้ำหนัก จะเลิกบุหรี่ จะพยายามทำให้สถานะทางการเงินให้ดีขึ้น หรือต้องการได้รับการเลื่อนตำแหน่งในการทำงาน คุณต้องเข้าใจว่าเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ เพราะฉะนั้น คุณต้องอดทนกับเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองที่คุณได้วางไว้
5. คาดการณ์ล่วงหน้า
          ถ้าคุณอยากหยุดกินพวก junk food แต่ไปเดินห้างทีไร ห้ามใจไม่ได้ทุกที ให้คุณคิด แล้วลิสต์ไว้ก่อนล่วงหน้าเลย ว่าคุณไปห้างต้องซื้ออะไรบ้าง แล้วเดินตรงไปร้านที่จะซื้อของที่คุณลิสต์เอาไว้เลย หรือถ้าคุณนอนดึก วันรุ่งขึ้นคุณต้องไปออกกำลังกายไม่ไหวแน่ ๆ ให้คุณพยายามรีบเข้านอน เพื่อวันรุ่งขึ้นคุณจะได้ไปออกกำลังกายไหว จะเห็นได้ว่าคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ จะทำให้คุณหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่สำเร็จ
6. หาใครสักคน ช่วยคุณเปลี่ยนแปลงตัวเอง
          จะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หัวหน้า หรือใครก็ได้ที่สามารถช่วยคุณให้การเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งนี้สำเร็จได้ คน ๆ นี้ ต้องคอยช่วยกระตุ้นคุณเวลาที่คุณขี้เกียจ คอยเตือนเวลาที่คุณออกนอกลู่นอกทาง ไม่ทำตามแผนการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่วางไว้ คอยให้กำลังใจเวลาที่คุณท้อกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่สำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า คน ๆ นี้เป็นคนสำคัญคนนึงเลยก็ว่าได้ เพราะคุณอาจจะไม่เข้มแข็งพอที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองคนเดียว
          ลองเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมาย 3 สิ่งที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงให้ได้ในปีหน้า แล้วพยายามใช้คู่มือที่ jobsDB แนะนำไว้ข้างต้นนี้ไปใช้ดูค่ะ รับรองว่าคุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ ในทุก ๆ ปีค่ะ